หลังจากที่ได้รู้จักเพื่อนๆ ในวงการหลายคน

ทั้งที่เพิ่งเข้าวงการ หรืออยู่ในวงการ

แม้แต่คนนอกวงการ

เราก็ได้รู้ว่า

มีน้อยคนมากที่จะรู้ว่าไบโพล่าร์คืออะไร

เราเป็นมั้ย ต้องไปหาจิตแพทย์มั้ย ต้องกินยามั้ย

ต้องนู่นนี่นั่นมั้ย บลาๆๆๆ

เนื่องจากเราได้อยู่ร่วมกับมันมานาน เรียนรู้ที่จะอยู่กับมัน

เลยอยากจะให้ความรู้จากประสบการณ์ตรงล้วนๆ

ไม่ได้มาจากตำรา

เรามาเริ่มวิชา ไบโพล่าร์ 101 ฉบับผู้ป่วยกันเลยดีกว่า

 

1. มันเป็นโรคทางสมอง

สารเคมีในสมองมันเพี้ยน ทำให้ความคิดเราไม่ปกติ

มีผลต่อการกิน การนอน การใช้ชีวิตประจำวัน

ต้องรักษาและกินยาอย่างสม่ำเสมอ

อยากให้ผู้ป่วยยอมรับกับตัวเองก่อน

ว่าเราป่วย เราต้องไปหาหมอ กินยา ทำจิตบำบัด

การยอมรับตัวเองจะทำให้คนอื่นยอมรับเราได้ง่ายขึ้น

 

2. ไม่ง่ายที่จะได้พบหมอที่เข้าใจเรา เคมีตรงกะเรา

หากรักษาไม่ได้ผล หรือหมอไม่ได้ช่วยอะไร

เราสามารถเปลี่ยนหมอ เปลี่ยนยาได้

กว่าเราจะเจออ.หมอที่ทำให้เราดีขึ้นก็หลายปี

และอ.หมอเองก็ต้องใช้เวลาในการทำความรู้จัก ทำความเข้าใจเรา

ใช้เวลาปรับยา

ใช้เวลาปรับตัวปรับใจเรา ทำให้เราเข้าใจตัวเองเป็นปี

ทั้งนี้

ขอให้ให้เวลาตัวเราเอง หมอ และยา ทำงานร่วมกันก่อน

 

3. เป็นเรื่องยาก(มาก) ที่จะได้เจอยาที่เคมีตรงกะเรา

อย่าเลียนแบบยาคนอื่น อย่าหมดกำลังใจที่จะหายาที่เหมาะกับเรา

เราใช้เวลาหลายปีกว่าจะเจอยาที่ช่วยเราและเราทนผลข้างเคียงมันได้

ไอตัวที่ช่วยเราได้บางครั้งเราก็ทนผลข้างเคียงไม่ได้

ถ้าเกิดผลข้างเคียงขึ้นมา

ให้รีบบอกหมอ ไม่ใช่หยุดกินมันซะดื้อๆ

หมอจะได้ปรับยา หรือเปลี่ยนตัวยา

บางคนถูกกะยาถูก บางคนถูกกะยาแพง

ยาถูกไม่ได้แปลว่ายาไม่ดี ยาแพงไม่ได้แปลว่ายาดี

มันอยู่ที่ร่างกายเราจะเลือก

 

4. การหยุดยาเอง

(เนื่องจากนิ่งแล้ว คิดว่าหายแล้ว/ไม่อยากกินยาแล้ว ทนผลข้างเคียงไม่ไหว)

จะทำให้เกิดอาการถอนยา นรกในหัวเลย

ยาบางตัวหยุดเองอาการจะกำเริบ และพอกำเริบในแต่ละครั้ง

มันก็คือ ต้องปรับยา

(บางคนที่อาการแย่จนใช้ชีวิตปกติไม่ได้ต้อง "ปรับยา"ในรพ.)

เพื่อช่วยให้อาการเราดีขึ้น

กินได้ นอนหลับ

มีกะจิตกะใจอยากจะเข้ารับการทำจิตบำบัดต่อไป

 

5. การกินยาเกินขนาดไม่ได้ทำให้เราตาย

ใครอยากหนีความเจ็บปวด ความเศร้าโดยใช้วิธีนี้นอกจากจะไม่ตายแล้ว

เราต้องโดนล้างท้อง การล้างท้องไม่ง่ายเหมือนการอาบน้ำถูสบู่

มันคือการเอาสายยางเข้าไปทางจมูก

ขอบสายยางเวลาพยาบาลเอาเสียบเข้าไป ให้เรากลืนมันลงไป

มันจะบาดข้างในหลอดอาหารเรา

เราจะเจ็บทุกครั้งที่พยายามกลืนสายยางลงไป

เราจะเจ็บทุกครั้งที่หายใจ

เราจะเจ็บทุกครั้งที่กลืนน้ำลาย

เราจะนึกเสียใจในสิ่งที่เราทำลงไป เราจะร้องไห้เพราะความเจ็บปวดนั้น

 

6. การทำร้ายตัวเองไม่ได้ช่วยอะไร

นอกจากเป็นการย้ายที่ความเจ็บปวด

จากเจ็บในหัวใจเหลือเกิน กลายเป็นยอมเจ็บกาย

ซึ่งเราทนรับได้มากกว่า

แต่สุดท้าย

แผลเป็นจะอยู่เพื่อทำให้เรานึกถึงช่วงเวลาเลวร้ายที่เราทำมัน

ทำให้เราต้องอับอาย ต้องคอยปิดบังเพราะไม่อยากตอบคำถามชาวบ้าน

ขณะที่คนใกล้ตัวเห็นบาดแผลแล้วได้แต่ร้องไห้ให้กับความเจ็บปวดของเรา

ร้องไห้เพราะเค้ารู้สึกว่าเค้าช่วยอะไรเราไม่ได้

ขณะเดียวกัน

คนไกลตัวจะมองว่าเราน่าสมเพช เรียกร้องความสนใจ อีโม

เป็นเด็ก(ค