ภาค 15: วันที่ 0

posted on 24 Apr 2014 15:12 by psych-ward-girl in psychward

สวัสดีมิตรรักแฟนบล็อกของสาวสวยจอมเพี้ยน

อะไรที่เราคิดว่ามันจะจบ ก็ไม่จบ โลกนี้มันอยู่เหนือการคาดเดาจริงๆ

ใครจะไปรู้ว่าฉันจะต้องกลับมาเยี่ยมวอร์ดจิตเวชอีกครั้ง

หลังจากใช้เวลายาวนาน 5-6 ปี อยู่กะซึมเศร้า

จนท้ายที่สุดก็สู้กับซึมเศร้าได้จนได้

พอคิดได้ เข้าใจได้ ปฏิบัติได้

เราก็นิ่งขึ้น และเอาตัวรอดจากมันมาได้

แต่ไม่นาน

ความสงบนิ่งกลายเป็นมีกำลังมหาศาล

ทุกอย่างสวยงามทำอะไรก็สนุกไปหมด

พูดมาก มีอารมณ์ขัน ฯลฯ ตามที่เคยได้เล่าไปแล้วในตอน โลกใหม่

และเรียนรู้จนอยู่กะไฮโปแมเนียต่ออีกตั้ง 3 ปี (ยังกะจบป.โท)

ตามที่เคยได้เล่าไปแล้ว อยู่อย่างไรกับไบโพล่าร์

แต่ไม่นาน

อะไรที่เราเคยรู้จักและรับมือได้ มันทนไม่ได้ เรื่องอะไรจะปล่อยมันไว้

เรามาจับมือกันโจมตียัยบ๊องนี่ให้มันราบคาบไปเลยดีกว่า

เรากำลังจะพูดถึงอะไร เมื่อ Depress มาพร้อมกับ Hypomania

จะได้อะไร

ก็ Mix episode ไง Boss ตัวใหม่ของเรา

เจอมันเข้าไป ออมก็หงายเงิบไปเลย รวมทั้งผู้คนรอบตัวของออมด้วย

------------------------------------------------------

เรื่องราวของอารมณ์ที่แกว่งจนเดาไม่ถูกเลยว่า

วันนี้ชั้นจะมาไม้ไหนอีก

เป็นที่รู้กันในกลุ่มเพื่อนในเฟสบุ้ค (ไม่แน่ใจว่าเค้าอยากให้เอ่ยชื่อมั้ยอะ)

และกลุ่มเพื่อนสนิทร่วมชะตากรรมอีกกลุ่มหนึ่ง

ทั้งจากการสังเกตของเพื่อนและการรับรู้ถึงความผิดปกติของตัวเอง

มันก็ออกมาว่า

นี่มันไม่ใช่และ ลองคิดภาพ

เรื่มจากตื่นเช้ามาด้วยอารมณ์หงุดหงิด โกรธจนมือสั่น

ทั้งที่ยังนึกไม่ออกเลยว่าโกรธใคร หรือเกิดเรื่องอะไร

พร้อมจะวีนใส่คนแรกที่เจอ 

บางทีก็ปากหาเรื่องคนอื่น

สายๆ หน่อยเกิดเศร้า ไม่รู้ทำไม ร้องไห้น้ำตาแตก

ขณะที่กำลังพิมพ์รายงาน

ชั้นเป็นบ้าอะไรวะเนี่ย มันเศร้าเรื่องอะไรกัน

เที่ยงวันผ่านไปกับลูกชิ้นปิ้ง, มาม่า

อะไรก็ได้ที่นอกเหนือจากข้าวอะแหละ

บ่ายๆ เกิดขี้เกียจ ง่วงนอน คิดอะไรไม่ออก สมาธิ ความจำ การตัดสินใจ

สมงสมองหายหมด ล่องลอย ว่างเปล่าไปหมด

 

วันต่อมาก็ อย่างเช่น

ตื่นมาอารมณ์ดี ลั้ลลา ม้อบมาที่ทำงานยังนั่งหัวเราะ

เพื่อนที่ทำงานถามว่ามันตลกตรงไหนวะ แกเป็นไรมากปะ

(หนูก็ไม่รู้เหมือนกันค่ะพี่)

ตอนบ่ายม้อบไปแล้วยังคึกมาก ทำงานตาม check list จนเสร็จ

ไม่เหนื่อยเลย กลับบ้านไป บ้า chat บ้าช้อปปิ้งเสร็จ

เพื่อนที่ chat อยู่ด้วยกันส่งเพลงมาให้ฟัง เศร้ามาก เลยร้องไห้อีก

ร้องไห้จนดึกดื่น หมดแรงเลยขึ้นไปนอน

-------------------------------------------------------

มาดูมุมมองของคนรอบข้างบ้าง (อันนี้มโนไปเอง)

ที่บ้าน   – วันนี้หน้ามันบึ้งแต่เช้า อย่าเพิ่งไปพูดอะไรกะมันดีกว่า

             หรือ หน้าเหี่ยวแต่เช้าสงสัยเมื่อคืนนอนไม่หลับ

เย็นมา   - วันนี้มันพูดมาก มีอารมณ์ขันเต็มเปี่ยม

              แหย่เล่นด้วยตลกดีนะ

              แต่อย่าไปไว้ใจมันมากนัก

             เดี๋ยวอยู่ดีๆ มันก็โมโหขึ้นมาจะแย่เอานะ

 

ที่ทำงาน – วันนี้หน้าเหี่ยว ซึมเศร้า สงสัยคงนอนไม่พอ

               อย่าไปยุ่งกะมันดีกว่า

              พอมันกลับเป็นผู้เป็นคนแล้วค่อยคุยกับมันละกัน

            - วันนี้มันเป็นอะไร แต่งหน้ากรีดตาใส่ชุดกระโปรงสีชมพูตัวสวย

              มันบอกว่ามันซึมเศร้า แต่มันก็ดูร่าเริงดีนี่หว่า

              ที่มันป่วยเพราะมันแกล้วป่วยสินะ อีนี่มันตอแหลจริงๆ

            - วันนี้มันเป็นอะไร ทำงานเสร็จแล้วยังมาป่วนชาวบ้านอีก

              น่ารำคาญจริง

 

เพื่อนร่วมโรค – วันนี้ดีเพรสอีกแล้ว

                  - บ่ายขยันทำงานมาก

                  - วู้ว โลกนี้ช่างสวยงามจริงๆ

“แกว่งมากขนาดนี้ไปหาหมอเหอะ”

 

เพื่อนคนหนึ่ง  – วันนี้อารมณ์ดีเว่อร์อะ อะไรก็สวย อะไรก็สนุกไปหมด

เช้ามา           - นี่อย่ามาหาเรื่องนะ...บลาๆๆ

เที่ยง            - นั่งร้องไห้ เศร้ามาก นั่งอยู่คนเดียวจะทนตัวเองไม่ไหวแล้วนะ

“เธอไปหาหมอเหอะ”

 

เพื่อนอีกคนหนึ่ง – วันนี้เค้าจะเหวี่ยงนะ ห้ามโกรธนะ

                         ไม่งั้นเค้าโกรธจริงๆ ด้วย

                      - วันนี้เค้าหลอนอะกลัวไปหมดทุกอย่างเลย

                      - วันนี้ฟังเพลงเศร้า นั่งร้องไห้ไม่หยุดเลย

“ไปหาหมอเถอะ”

 

-----------------------------------------------

หลังจากต่อสู้กับอารมณ์ประหลาดสุดขั้วอยู่หลายวัน ชั้นก็ยอมแพ้

หลายขั้วในหนึ่งวัน มันตามยาก มันเหนื่อยนะโว้ย

------------------------------------------------

วันที่ 13 เมษายน 2557 (วันที่ 0)

เวลาประมาณสามทุ่ม ณ รพ.ขาประจำ       

วันนั้นชั้นอยากร้องไห้ทั้งวัน แต่ก็ไม่สามารถร้องออกมาได้

ชั้นไม่กล้าร้องไห้ที่บ้าน เลยขอให้พอ่กะแม่พาไปรพ.หน่อย

พอเข้ามาใน ER เท่านั้นแหละ

ชั้นก็ร้องไห้ไม่หยุดเลย

ร้องดังลั่น ER เป็นชั่วโมงเลย กว่าหมอจิตเวรจะมาก็น่าจะสี่ทุ่มแล้วล่ะ

ชั้นจำไม่ได้ว่ารายละเอียดคุยอะไรกันบ้าง

แต่นางจดลงบนแผ่นบันทึกจนเต็มหน้าเอสี่แล้ว

หมอเห็น ชั้นก็เห็น

นางเลยบอกว่า ดูสิ เราคุยเรื่องเดิมมา 3 รอบแล้ว

ยังไม่รู้เรื่อง ไม่เข้าใจ ไม่ไปถึงไหนเลย

ไหนคุณช่วยบอกสิว่าคุณต้องการให้หมอช่วยคุณได้ยังไง

ชั้นเลยตอบไปว่า

หนูคงไม่ขอให้คุณหมอช่วยอะไรหรอกค่ะ

เพราะคุณหมอคงทำไม่ได้

พูดแล้วชั้นก็ยกมือไหว้ สวัสดีลาก่อน

เดินสะบัดบ๊อบออกมาโดยไม่สนใจพยาบาลเลย

รู้สึกว่า Why (จะกระแดะใช้คำภาษาอังกฤษทำแป๊ะไร)

หมอจิตสมัยนี้มันแย่อย่างนี้นะ มีน้ำเสียงคุกคาม

คาดคั้นถามเพื่อเอาชนะคนไข้

บุคลิกแบบนี้อะนะจะเป็นหมอจิต

จิตใจไม่อ่อนโยน เป็นคนแข็งกระด้าง

แบบนี้คนไข้ที่ไหนจะกล้าพูดด้วย

--------------------------------------------------------

หลังจากเดินเหวี่ยงออกมา

โมโหหมอจริงๆ คนแบบนี้ไม่ควรเป็นหมอจิตเลย

แต่ๆๆๆ

นางตามพ่อแม่เข้าไปคุยและให้ชั้นรอบนเตียง

แม่เดินมาบอกว่าหมอจะให้แอดมิท

ชั้นบอกติดเวรอีก 2 วัน ขอเลื่อนไปอีก 2 วันได้มั้ย

เพราะชั้นรู้ว่าไม่มีใครมารับอยู่เวรวันสงกรานต์กันหรอก

ชั้นเริ่มโวยวายขออยู่เวรอีกสองวันไม่ได้รึไง

หมอจะรีบอะไรนักหนา ห๊ะ

อ่าว งานเข้าเลยชั้น

เพิ่งนึกได้ว่าห้ามโวยวาย

(เราไม่ควรแสดงความบ้าให้หมอเห็น - กฎข้อที่หนึ่งเลยนะ)

แต่หมอก็สั่งฉีด Valium ไป 1 เข็มเรียบร้อย

เปิดไลน์ดูมีแต่คนด่า แต่ไม่อยู่ในสภาพที่จะตอบใครไหว

เลยปิดมันซะ แค่นี้ยังรู้สึกแย่ไม่พออีกรึไง

----------------------------------------------------          

ฉันถูกเข็นไปยังอีกตึกหนึ่ง นานมากแล้วนะ

ที่ชั้นไม่ได้เดินผ่านประตูสีเขียวบานนี้

เอาเป็นว่าปี 2556 ชั้นไม่ได้ผ่านประตูนี้เลยสักครั้ง (เก่งปะล่ะ)

---------------------------------------------------          

หมอเรซิเด้นท์ปี 1 หน้าตาน่ารักเข้ามาคุยกะชั้นหลังจากที่คุยกับแม่แล้ว

ชั้นก็เล่าให้หมอฟังคร่าวๆ ถึงอาการแปลกๆ ในช่วงเวลาไม่นานมานี้

หมอก็บอกว่า อาจจะต้องปรับยาเพราะแกว่งมาก

ก่อนนอนหมอให้ยามาอีก 1 เม็ด

 

 

การรักษาความบ้าครั้งใหม่กำลังจะเริ่มต้นแล้ว

 

Comment

Comment:

Tweet

สู้ค่าาbig smile

#1 By p_em (58.10.94.200|58.10.94.200) on 2014-07-24 20:33